สรุปสื่อสังคมเครือข่ายกันการเรียนการสอน (Social media network teaching)
สรุป
สื่อสังคมเครือข่ายกันการเรียนการสอน
(Social
media network teaching)
แนวคิดเรื่อง (Social
Network) หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์
มักปรากฏให้เห็นในลักษณะของการนำมาใช้เพื่อดำเนินงานหรือกิจกรรมต่างๆ โดยมีตัวบุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ
ร่วมกันเป็นเครือข่าย เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน แลกเปลี่ยนแบ่งปันทรัพยากร
ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ
แต่ปัจจุบันคำว่า (Social
Network) จะหมายถึงระบบเครือข่ายบนโลกออนไลน์
หรือการติดต่อสื่อสารถึงกันผ่านอินเทอร์เน็ตนั่งเอง Wikipedia
(2009) ให้ความหมาย(Social Network) ว่า เป็นโครงสร้างสังคมที่ประกอบด้วยโหมด (Node) ต่างๆ เชื่อมต่อกัน ซึ่งแต่ละโหมดที่เชื่อมโยงกันก็อาจมีความสัมพันธ์กับโหมด
อื่นๆ ด้วย โดยอาจมีระดับของความสัมพันธ์กัน มีความซับซ้อน มีเป้าหมาย
สื่อสังคมเครือข่ายกับการเรียนการสอน
(Social
Media for teaching and Learning)
Social
Network หมายถึงการที่มนุษย์สามารถเชื่อมโยงถึงกัน ทำความรู้จักกัน
สื่อสารถึงกันได้ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งหากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็นเว็บ
(Social Network) ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่งเอง
โดยเว็บไซต์เหล่านี้จะมีพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามารู้จักกัน มีการให้พื้นที่
บริการเครื่องมือต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างเครือข่าย
สร้างเนื้อหาตามความสนใจของผู้ใช้
10 อันดับเว็บไซต์ (Social Network) ยอดนิยม
1.
mySpace.com
2.
facebook.com
3.
orkut.com
4.
hi5.com
5.
vkontakte.ru
6.
Friendster.com
7.
SkyRock.com
8.
PerfSpot.com
9.
bebo.com
10.
studivz.net
นอกจะใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อความสนุก
เพลิดเพลิน บันเทิงแล้ว สื่อสังคมเครือข่ายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อการศึกษาได้
การประยุกต์ใช้งาน
Twitter
เพื่อการเรียนการสอน
ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก
โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร
ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือ ทวีต (tweet - เสียงนกร้อง)
ทวิตเตอร์
ก่อตั้งขึ้นโดย แจ็ก คอร์ซีย์ ,บิซ สโตน
และ อีวาน วิลเลียมส์ เจ้าของ บริษัท Obvious Corp ที่ซานฟรานซิสโกสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมีนาคม
ค.ศ. 2006
จากการจัดอันดับของเครื่องมือสารสนเทศที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการเรียนการสอนพบว่าทวิตเตอร์เป็นเครื่องมืออันดับหนึ่งในปีพ.ศ.
2552 ด้วยเหตุผลดังนี้
- ทวิตเตอร์ทำให้ข่าวสารและข้อมูลแพร่กระจายไปสู่คนหมู่มากได้อย่างรวดเร็ว
- ทวิตเตอร์ช่วยทำให้
ทั้งให้และรับได้อย่างรวดเร็วรวมทั้งสามารถแลกเปลี่ยนการสนทนาความคิดกับผู้อื่นที่มีความสนใจได้ดี
- ข้อความในทวิตเตอร์สั้นทำให้ได้รับข้อมูลที่ไม่ยาวเกินความจำเป็น
- มีแอพที่ทำให้การเข้าถึงทวิตเตอร์และการเผยแพร่ข้อมูลที่ทวิตเตอร์ง่าย
เช่น Google Chrome, Firefox ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้หัวข้อฟีดไปแสดงที่บัญชีทวิเตอร์โดยอัตโนมัติ
ข้อดีของทวิตเตอร์
1.
สามารถใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนเพื่อการสื่อสารถึงกิจกรรมการเรียนการสอน
2.
สามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับระดมความคิดเห็นและการสื่อสาร
3.
สามารถเป็นช่องทางสำหรับฟังความคิดเห็น โดยนักเรียนสามารถส่งคำถาม
ความคิดเห็น หรือข้อสังเกตเข้าไปเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันได้
4.
สามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียน
มหาวิทยาลัย ประเทศที่ห่างกันได้
5.
สามารถใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการประชุม สัมมนา
การนำเสนอความคิดจากคนหมู่มาก ที่สามารถอัพเดทข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
ข้อจำกัดของทวิตเตอร์
1.
เป็นแอพที่ต้องใช้เวลาพอสมควรในการอ่านข้อมูลข่าวสารในกรณีที่มีผู้อยู่ในเครือข่ายมาก
2.
ข้อมูลที่ปรากฏในระบบจะถูกทับด้วยข้อมูลใหม่อย่างรวดเร็วและคงอยู่ในระบบในระยะเวลาจำกัดประมาณ
15 วัน
3.
ผู้เรียนอาจไม่สนใจในเนื้อหาที่ผู้สอนมอบให้โดยการใช้ทวิตเตอร์เพื่อการแชทระหว่างเพื่อนในชั้นเรียน
4.
หากไม่จัดสรรเวลา ผู้เรียนอาจมีการเสพติดเทคโนโลยีได้
5.
ผู้เรียนอาจไปก้าวก่ายในชีวิตส่วนตัวของผู้สอนได้โดยการโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสมเข้าไปในระบบ
6.
อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างข่าวลือ
7.
บางครั้งข้อจำกัด 140 อักขระ
นำไปสู่การสื่อสารด้านการเขียนที่ผิดไวยากรณ์
การประยุกต์ใช้งาน
Youtube
เพื่อการเรียนการสอน
youtube เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนภาพวิดีโอระหว่างผู้ใช้ได้ฟรี
โดยนำเทคโนโลยีของ Adobe Flash มาใช้ในการแสดงภาพวิดีโอ
ซึ่งยูทูบมีนโยบายไม่ให้อัปโหลดคลิปที่มีภาพโป๊เปลือยและคลิปที่มีลิขสิทธิ์ นอกเสียจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อัปโหลดเอง
เมื่อสมัครสมาชิกแล้วผู้ ใช้จะสามารถใส่ภาพวิดีโอเข้าไป
แบ่งปันภาพวิดีโอให้คนอื่นดูด้วย แต่หากไม่ได้สมัครสมาชิกก็สามารถเข้าไปเปิดดูภาพวิดีโอที่ผู้ใช้คนอื่น
ๆ ใส่ไว้ใน Youtube ได้ แม้จะก่อตั้งได้เพียงไม่นาน youtube ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
ค.ศ. 2005) Youtube เติบโตอย่างรวดเร็วมาก
เป็นที่รู้จักันแพร่หลายและได้รับความนิยมทั่วโลก ต่อมาปี ค.ศ.2006 กูเกิ้ลซื้อยูทูบ ตอนนี้ยูทูบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกูเกิ้ลแล้ว
แต่ด้วยตัวยูทูบเองที่มีเนื้อหามากมายเป็นแสนชิ้น
ทั้งสื่อและเครื่องมือการเรียนรู้ดีๆที่สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนได้
แต่ในขณะเดียวกันก็มีสื่อประเภทที่สุ่มเสี่ยง และทำให้เด็กและเยาวชนไขว้เขวไปได้
ทั้งจากมิวสิควีดีโอ การ์ตูน และไม่ได้ใช้เป็นช่องทางเพื่อการเรียนรู้สักทีเดียว
จึงเป็นที่มาของการเปิดหน้าการศึกษาล่าสุดเของยูทูบขึ้น ที่เรียกว่า “ยูทูบสำหรับโรงเรียน” หรือ (Youtube for Schools) เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้น
โดยจะมีเนื้อแต่เรื่องการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว
โดยได้ร่วมมือกับภาคีด้านการศึกษากว่า 600 แห่ง เช่น TED , Smithsonian
YouTube
สำหรับโรงเรียน
ประโยชน์ของ YouTube สำหรับโรงเรียน (Youtube for Schools)
1.
กว้างขวางครอบคลุม
YouTube สำหรับโรงเรียนเปิดโอกาสให้โรงเรียนต่างๆ
เข้าถึงวิดีโอเพื่อการศึกษาฟรีนับแสนรายการจาก YouTube EDU วิดีโอเหล่านี้มาจากองค์กรที่มีชื่อเสียงต่างๆ
เช่น Stanford, PBS และ TED รวมทั้งจากพันธมิตรที่กำลังได้รับความนิยมของ
YouTube ซึ่งมียอดผู้ชมนับล้านๆ คน เช่น Khan
Academy, Steve Spangler Science และ Numberphile
2.
ปรับแก้ได้
สามารถกำหนดค่าเนื้อหาที่ดูได้ในโรงเรียนของคุณ
โรงเรียนทั้งหมดจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเนื้อหาYouTube EDU ทั้งหมด
แต่ครูและผู้ดูแลระบบอาจสร้างเพลย์ลิสต์วิดีโอที่ดูได้เฉพาะในเครือข่ายของโรงเรียนเท่านั้นได้เช่นกัน
3.
เหมาะสมสำหรับโรงเรียน
ผู้บริหารโรงเรียนและครูสามารถลงชื่อเข้าใช้และดูวิดีโอใดๆ ก็ได้
แต่นักเรียนจะไม่สามารถ ลงชื่อเข้าใช้และจะดูได้เฉพาะวิดีโอ YouTube
EDU และวิดีโอที่โรงเรียนได้เพิ่มเข้าไปเท่านั้น
ความคิดเห็นและวิดีโอที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกปิดใช้งานและการค้นหาจะจำกัดเฉพาะวิดีโอ
YouTube EDUเท่านั้น
การประยุกต์ใช้งาน
Facebook
เพื่อการเรียนการสอน
การใช้เฟซบุ๊ก
เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา
เฟซบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ที่ยังคงเฟื่องฟูและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจึงส่งผลให้สถานศึกษาต่างๆ นำเฟซบุ๊กไปประยุกต์ใช้เป็นศูนย์แห่งการ เรียนรู้ในสถานศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแบ่งปันข้อมูลด้านวิชาการในการเรียนการสอนรวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างครูผู้สอนกับครูผู้สอน
ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับผู้เรียน
จากการค้น “เฟซบุ๊กเพื่อการศึกษา” ในกูเกิลจะพบแหล่งข้อมูล 922 ล้านรายการ และจากการค้น“ศูนย์แห่งการเรียนรู้บนเฟซบุ๊ก”
ในกูเกิลจะพบแหล่งข้อมูล 173 ล้านรายการ
จะเห็นได้ว่ามีการนำเฟซบุ๊กไปประยุกต์ใช้เพื่อการศึกษาและเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้มากมาย
ยิ่งกว่าไปนั้น เฟซบุ๊กได้เป็นสื่อสังคมยอดนิยมสำหรับครูผู้สอน ซึ่งเมื่อเมษายน 2554 “เพียร์สัน (Pearson)”ได้รายงานผลสำรวจการใช้สื่อสังคมของครูผู้สอนในระดับอุดมศึกษาประมาณ 2,000 แห่งจากบล็อก “เอ็ดดูเดมิก (edudemic.com)”สรุปได้ว่า ครูผู้สอนร้อยละ 57 นิยมใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวและครูผู้สอน ร้อยละ 30 ใช้เฟซบุ๊กด้านวิชาชีพ
เว็บ “พีซีเทคแม็กกาซีน
(www.pctechmagazine.com)” ได้อ้างถึงเหตุผล 4 ประการที่ครูผู้สอนควรพิจารณาเลือกใช้เฟซ บุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา
1. การพัฒนาด้านภาษาซึ่งครูผู้สอนและผู้เรียนจำเป็นต้องใช้เฟซบุ๊กในการติดต่อสื่อสารและแสดงความเห็นต่างๆ
เกี่ยวกับวิชาที่เรียนบนเฟซบุ๊ก ทั้งนี้ การใช้
เฟซบุ๊กเป็นประจำในการเขียนและอ่านข้อความต่างๆ จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกการเขียน การสะกดคำ
และการใช้ไวยากรณ์ที่ถูกต้อง
2.
การสื่อสารระหว่างบุคคลซึ่งเป็นสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูผู้สอนกับครูผู้สอน
ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน
และผู้เรียนกับผู้เรียนในการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน
รวมถึงสนับสนุนให้ผู้เรียนกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ มากยิ่งขึ้น
3.
การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มซึ่งเฟซบุ๊กเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้
ผู้เรียนผู้ใดผู้หนึ่งจะต้องรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกับผู้เรียนผู้อื่นเป็นกลุ่ม
ซึ่งเป็นการฝึกทักษะการเป็นผู้นำและการเป็นผู้ตาม
4.
เพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ซึ่งการใช้เฟซบุ๊กในการเรียนการสอน
จะช่วยผู้เรียนมีความสนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ
สิ่งที่ครูผู้สอนพึงปฏิบัติในการใช้เฟซบุ๊ก
ครูผู้สอนพึงปฏิบัติในการใช้เฟซบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนนั้น
เมื่อมิถุนายน2554 เว็บ “ออลเฟซบุ๊ก(www.allfacebook.com)”ได้นำเสนอเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดไว้ 7ประการเพื่อเป็นแนวทางให้ครูผู้สอนใช้เฟซบุ๊กได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
1.
ห้ามครูผู้สอนระบายอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ ที่มีต่อผู้เรียนในเชิงลบผ่านเฟซบุ๊ก
2.
ควรกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมร่วมกันระหว่างครูผู้สอนและผู้เรียนให้ชัดเจน
3.
ในกรณีที่ยกเลิกการเรียนการสอนในห้องเรียนเพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย
ครูผู้สอนสามารถใช้เฟซบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนโดยการกำหนดหัวข้อเกี่ยวกับวิชาที่สอนเพื่อให้ผู้เรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น
4. ไม่ควรใช้ข้อความที่รุนแรงในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เรียนและสถานศึกษา
5. หลีกเลี่ยงการแสดงข้อความที่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งที่รุนแรง
6. ควรตั้งค่าการแสดงความคิดเห็นต่างๆ
ที่ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าไปอ่านได้
7. ควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้เรียนในเชิงบวกเท่านั้น
จะเห็นได้ว่า
เฟซบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้และเป็นห่วงโซ่การศึกษาขนาดใหญ่ที่ทรงประสิทธิภาพในการเรียนรู้แบบไร้ขีดจำกัด
ซึ่งครูผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา ตลอดวันละ24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน ฉะนั้น
ผู้บริหารการศึกษาจึงควรกำหนดแนวปฏิบัติในการใช้เฟซบุ๊กอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านการใช้เฟซบุ๊กไปในทางที่ผิดหรือด้านการก่อให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่สถานศึกษา
ยิ่งกว่านั้น
ผู้บริหารการศึกษาจำเป็นต้องพัฒนานโยบายการใช้เฟซบุ๊กที่มีอยู่เป็นระยะๆ
เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ข้อดีของการใช้เฟซบุ๊กเพื่อการเรียนการสอน
1.
สื่อสารถึงนักศึกษาได้อย่างรวดเร็วกว่าการใช้อีเมลล์หรืออีเลิร์นนิ่ง
2.
ส่งเสริมการกระตุ้นให้นักศึกษาได้แบ่งปันความรู้
แลกเปลี่ยนความคิดได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
3.
นักศึกษามีความสะดวกในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร
ข้อเสียของการใช้เฟซบุ๊กเพื่อการเรียนการสอน
1.
อาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
2.
อาจารย์หรือนักศึกษาไม่เป็นส่วนตัวในการข้อความหรือรูปภาพต่างๆ
ที่มา : http://www.dmaonline.in.th/index.php?modules=article&f=view&cat_id=3&id=58
เครือข่ายสังคมออนไลน์กับห้องเรียน
ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใช้เพื่อการศึกษา
ด้วยข้อมูลจำนวนมากที่ถูกนำเสนอในเครือข่ายสังคมออนไลน์หากนำมาสู่การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนย่อมก่อให้เกิดผลสำคัญในหลากหลายลักษณะเช่นกัน
1.
การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสังคมในชั้นห้องเรียน เนื่องจากบรรยากาศของเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสารผ่านภายมิติความสัมพันธ์ของคนในเครือข่าย
2. การกระตุ้นให้เกิดการศึกษาค้นคว้า
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่กว้างขวาง การตั้งประเด็นแลกเปลี่ยน ข้อสงสัยต่างๆ
ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ทำได้อย่างทันท่วงที
และเป็นเครื่องมือสำหรับผู้สอนในการกระตุ้นผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
3. การส่งเสริมการศึกษาตามความสนใจและความถนัด
เครือข่ายสังคมออนไลน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของเว็บบล็อกเป็นระบบที่ส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานตามความถนัดและความสนใจของทั้งผู้สอนและผู้เรียน
อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. การส่งเสริมการบันทึกและการอ่าน
การเผยแพร่ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ผ่านรูปแบบของข้อเขียนในหลายลักษณะ
เช่น ข้อความสั้นในระบบ Twitter ข้อความปานกลางของเว็บ Facebook
หรือข้อความยาวๆ ของระบบเว็บบล็อก เป็นต้น
ในขณะเดียวกันเครือข่ายสังคมออนไลน์ก็มีข้อเสียที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนที่อาจจะมีความจำเป็นที่ผู้ปกครองจะต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด
เช่น
1. การใช้งานเพื่อความบันเทิง
เกมมากกว่าการศึกษาค้นคว้า ทั้งนี้ระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่นใน Facebook
จะประกอบด้วยเกมต่างๆ มากมาย
และส่วนใหญ่ต้องการใช้เวลาในการเล่นที่ต่อเนื่อง
2. ความจำเป็นของอุปกรณ์การสื่อสาร
ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาแพงและมีค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่อง
และหากผู้สอนใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการนำเสนอข้อมูลไปยังผู้เรียนเป็นหลักอาจจะก่อให้การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของผู้เรียนได้
3. การรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการขาดวิจารณญาณในการข้อมูล
ทั้งนี้เมื่อผู้เรียนเข้าสู่การเรียนรู้ในเครือข่ายสังคมออนไลน์
แหล่งการรับข้อมูลจะไม่สามารถจำกัดไว้เพียงจากผู้สอนเท่านั้น
4. การขาดวิจารณญาณในการนำเสนอข้อมูล
เนื้อหาของผู้เรียน ด้วยความสะดวก
รวดเร็วในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ จะพบว่า
หลายครั้งทำให้หลายคนขาดความยั้งคิดในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร
ภาพหรือเหตุการณ์ต่างๆ และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา
แนวปฏิบัติเพื่อการใช้สื่อสังคมเครือข่ายในชั้นเรียน
ผู้สอนควรมีแนวปฏิบัติสำคัญเพื่อให้การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลที่ไม่พึงประสงค์
ดังนี้
1.
ควรศึกษาธรรมชาติของระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่จะนำมาใช้อย่างชัดเจน
2.
ควรศึกษาความพร้อมของผู้เรียนในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์
3.
เป็นต้นแบบที่ดีในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์
4.
ติดตามพฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด
5.
สร้างเครือข่ายผู้สอนและผู้ปกครองเพื่อประสิทธิภาพของการดูแลผู้เรียนในเครือข่ายสังคมออนไลน์
ข้อมูลอ้างอิง
http://tawasau.ftu.ac.th/jaruwut/?p=41
https://sites.google.com/site/ngansxbsocialnetwork1/10-xandab-social-network-sud-hit
อาจารย์กีรติ ทองเนตร





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น