สรุปบทที่ 4 การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce)



บทที่ 4
การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(Electronic Commerce)

องค์กรธุรกิจ (Business Organizations)?
ระบบองค์กรที่มีกระบวนการทำงานโดยการนำเอาทรัพยากรทางเศรษฐกิจ มาผ่าน กระบวนการทางด้านธุรกิจ เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาในรูปของสินค้าหรือบริการ โดยมีระบบสารสนเทศช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน และมีการบริหารงานเป็นตัวควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางที่กำหนดไว้

รูปแบบการจัดตั้งองค์กรธุรกิจ
1. กิจการเจ้าของเดียว (Single Proprietorship)        
2. กิจการห้างหุ้นส่วน (Partnership)
                2.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Unlimited Partnership)
                2.2 ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership)
3. บริษัทจำกัด (Company Limited Or Corporation)
                3.1 บริษัทเอกชน (Private Company Limited)
                3.2 บริษัทมหาชนจำกัด (Public Limited Partnership)

สภาพแวดล้อมของธุรกิจ(Business Environment)
1. สภาพแวดล้อมโดยทั่วไป (General Environment)ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย วัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงระหว่างประเทศ  วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี   
2. สภาพแวดล้อมเฉพาะด้าน(Task Environment)ได้แก่ ลูกค้า ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง ตัวแทนจำหน่าย คู่แข่งขัน ผู้วางกฎระเบียบ และผู้ถือหุ้น
หน้าที่ขององค์กรธุรกิจ
1. หน้าที่ด้านการวางแผนและการจัดการ
2. หน้าที่ด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล
3. หน้าที่ด้านการจัดซื้อและจัดการสินค้าคงคลัง
4. หน้าที่ด้านการผลิต
5. หน้าที่ด้านการขายและการตลาด
6. หน้าที่ด้านการเงินและบัญชี

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร 
E-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์  คือ การติดต่อทำการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงการสื่อสารที่ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลวิธีที่สำคัญที่ช่วยให้องค์กรได้เปรียบคู่แข่งและสามารถรับโอกาสส่วนแบ่งทางตลาดที่เพิ่มขึ้น

ข้อเปรียบเทียบการค้ายุคเดิมกับแบบออนไลน์
การค้าแบบเดิม
§  ลูกค้าต้องมาที่ร้านค้า
§  ลูกค้าไม่สะดวก
§  บางครั้งไม่มีที่จอดรถ
§  ร้านค้าต้องเช่า ต้องซื้อทำเล มีค่าใช้จ่าย
§  สินค้ามีจำกัด มีเฉพาะเท่าที่โชว์หรือขาย
§  ลูกค้าถูกจำกัดเท่าที่เดินผ่านหรือในละแวกบ้าน
การค้าออนไลน์
§  ลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์จากที่ไหนก็ได้
§  ส่งสินค้าถึงบ้าน
§  ร้านไม่ต้องเช่า ที่ดินไม่ต้องซื้อ
§  ค่าใช้จ่ายต่ำ
§  เปิดบริการ 24 ชั่วโมง
§  มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก

ตัวอย่างของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
-                   การสั่งพิซซ่าทางโทรศัพท์
-                   การจองบัตรชมภาพยนตร์ผ่านโทรศัพท์มือถือ
-                   การส่งข้อมูลใบขนสินค้าให้กรมศุลกากรผ่านระบบ EDI
-                   การซื้อหนังสือจากเว็บไซต์ Amazon.co
EDI ( Electronic Data Interchange คือ การแลกเปลี่ยนเอกสารทางธุรกิจระหว่างบริษัทคู่ค้าในรูปแบบมาตรฐานสากลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง หรือ การใช้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์มาแทน เอกสารที่เป็นกระดาษ

ลักษณะพิเศษของตลาดออนไลน์
§  กลุ่มเป้าหมายต้องชอบซื้อสินค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
§  กลุ่มเป้าหมายกระจายอยู่ทั่วโลกอย่างไร้พรมแดน
§  เป็นการตลาดแบบตัวต่อตัว (one-one Marketing)
§  ลูกค้าตัดสินใจซื้อจากข้อมูลบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์
§  เปิดร้านขายได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง
§  สามารถส่งสินค้าประเภทดิจิตอล ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
§  ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจต่ำ
§  ใช้บุคลากรจำนวนน้อย
§  ไม่มีต้นทุนเรื่องสถานที่
§  ได้ข้อมูลของลูกค้าอันมีค่าอย่างมหาศาล

ชนิดของการทำธุรกิจออนไลน์
Business
Government
Consumer
Business
B2B
B2G
B2C
Government
G2B
G2G
G2C
Consumer
C2B
C2G
C2C

รูปแบบการทำธุรกิจของ E-Commerce

1.             ผู้บริโภคกับผู้บริโภค  ( Consumer to Consumer) ; C2C (Direct Marketing) หมายถึง ธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ตัวอย่าง Website เช่นเป็นแหล่งที่ผู้ขายมาเสนอขายและผู้ซื้อประมูลซื้อแข่งกันผู้ซื้อและผู้ขายติดต่อกันผ่านอีเมล์ (www.ebay.com) ประกาศขายสินค้าเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์ มีการลงทะเบียนเป็นสมาชิก สามารถจัดส่งสินค้าได้  ตัวอย่างเช่น


2.             ธุรกิจกับผู้บริโภค  ( Business to Consumer ; B2C ) หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น การค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ (electronic retailing) เราสามารถแบ่งระดับของกิจกรรมของ คือ การค้าปลีกอิเล็กทรอนิกส์ออกเป็น 5 ระดับดังต่อไปนี้คือ การโฆษณาและแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic showcase) เพียงอย่างเดียว, การสั่งซื้อสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic ordering) สามารถสั่งซื้อได้, การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic payment) สามารถชำระเงินได้, การจัดส่งและบริการหลังการขายด้วยอินเทอร์เน็ต (Electronic delivery and service) สามารถจัดส่งและบริการหลังการขายได้ และ การทำธุรกรรมและการแลกเปลี่ยนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic transaction) สามารถทำการแลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น


3.             ธุรกิจกับธุรกิจ  ( Business to Business ; B2B )  หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกัน ตัวอย่างเช่นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน หรือต่างระดับกันก็ได้ หรือผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้นำเข้าผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีความสำคัญมากที่สุด ตัวอย่างเช่น

4.             ภาครัฐกับธุรกิจ ( Business to Government ) ; B2G (e-Procurement)   คือ การทำการค้าหรือการติดต่อประสานงานทางการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ทำการค้ากับรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น การจัดซื้อของภาครัฐที่ต้องติดต่อกับเอกชน (eProcurement), การกรอกแบบฟอร์มและการลงทะเบียนต่าง ๆ   จดทะเบียนธุรกิจออนไลน์ www.dbd.go.th  , งานบริการสาธารณะต่าง ๆ เช่นระบบสาธารณูปโภค , งานเสนอโครงการ การเปิดประมูล การยื่นซองประกวดราคา เป็นต้น


5.             ภาครัฐกับผู้บริโภค ( Government to Consumer ) ; G2C (e-Revenue)การบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่นการคำนวณและเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต, การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เช่นข้อมูลการติดต่อการทำทะเบียนต่างๆของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆ และสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มบางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้ด้วย




รูปแบบขององค์กร E-Commerce
1. Click and Click Organization  ที่มีรูปแบบการค้าขายหรือการให้บริการ ผ่านทางเว็บไซต์และอินเทอร์เน็ต เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น ไม่มีธุรกิจหรือหน้าร้านค้าจริงๆ ให้คนสามารถไปซื้อหรือรับสินค้าได้ ดังนั้นเมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ ทางเว็บไซต์จะทำการส่งสินค้าไปให้ลูกค้าถึงที่อยู่ของลูกค้านั้นๆ

2. Click and Mortar Organization คือ เป็นกลยุทธ์ที่ผสมระหว่าง 2 กลยุทธ์แรกมารวมกัน โดยมีทั้งหน้าร้านซึ่งลูกค้าสามารถเดินเลือกซื้อช่องทางการค้าบนอินเตอร์เน็ตจะทำให้ลูกค้ามีความสะดวกสบายมากขึ้นสามารถทำธุรกรรมต่างๆ เช่น ซื้อขายได้จนจบ ไม่ต้องไปหน้าร้านจริงก็ได้ 


ความแตกต่างระหว่าง Click and Click และ Click and Mortar

รูปแบบ
ข้อดี
ข้อเสีย
Click and Click
 1. เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจใหม่
 2. ต้นทุนต่ำ ใช้คนน้อย
 3. เริ่มต้นง่าย
 4. เปิดกว้างได้มากกว่า ไม่ต้องมีความชำนาญมาก
1. ขาดความน่าเชื่อถือ
2. ขาดความชำนาญ
3. สร้างฐานลูกค้าใหม่
4. รองรับลูกค้าออนไลน์ได้อย่างเดียว
Click and Mortar
1. มีความเชี่ยวชาญในการค้าอยู่แล้ว
2. มีกลุ่มลูกค้าเดิมอยู่แล้ว
3. มีความน่าเชื่อถือ
4. รองรับลูกค้าได้ทั้งผ่านทางเว็บไซต์และผ่านหน้าร้าน
5. ต้นทุนสูง ใช้คนมาก
6. การทำงานต้องยึดติดกับบริษัท
7. มีความยืดหยุ่นน้อย



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แบบฝึกหัดท้ายบท สื่อสังคมเครือข่ายกันการเรียนการสอน

สรุปบทที่ 1 การติดต่อสื่อสาร ( Communications )

สุดยอดแว่นตาอัจฉริยะ Glass C220